| ศิลปิน | สมาชิก | เสวนา | บทความ |
|
วิวัฒนาการเพลงในเมืองไทย
โดย admin, 05/09/09 15:49:46 |
เพลงสากล วัฒนธรรมใหม่ในการก่อรูปของเพลงลูกทุ่งไทยเพลงไทยสากล วิวัฒนาการเกิดขึ้นในสมัยรัชการที่ 5 ได้แพร่หลายโดยแทรกเป็นเพลงประกอบภาพยนต์ ในสมัยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ( พ.ศ. 2481 – 2487 ) จากการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมที่ได้สนใจปรับปรุงแนวดนตรีตามหลักสากลนิยมและส่งเสริมการแต่งเพลงไทยสากล อีกทั้งยังได้ใช้บทเพลงเป็นสื่อเผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมืองด้วยนั้นทำให้เพลงไทยสากลแพร่หลายขึ้นในสังคมไทย ซึ่งในช่วงสงครามระบบการบันทึกเสียงหรือการดำเนินงานของเอกชนที่จะสร้างหรือผลิตเพลงดำเนินอย่างค่อนข้างจำกัด จึงต้องถือว่า รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ( 2481 - 2487 ) มีบทบาทในการทำให้เพลงไทยสากลแพร่หลายจนเป็นที่นิยมสนใจของคนในสังคมไทยและจะนำไปสู่การสร้างสรรค์เพลงไทยสากลแนวต่าง ๆ เพื่อการฟังภายหลังสงคราม รวมทั้งเพลงไทยสากลที่ถูกเรียกขานว่าเพลงเพื่อชีวิต หรือ เพลงตลาด อันเป็นพัฒนาการระยะเริ่มแรกของ เพลงลูกทุ่งด้วย
ความเป็นมาของเพลงของเพลงไทยสากล ( ก่อนสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม )
เพลงไทยสากลพัฒนาเกิดขึ้นเนื่องจากการรับอิทธิพล ทางดนตรีตะวันตก ซึ่งเริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมไทยตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 4 โดยทางโปรดเกล้า ฯ หมีการฝึกหัดทหารตามแบบยุโรป และได้ใช้แตรวงบรรเลงประกอบการฝึกทหาร ได้มีการว่าจ้างนายทหาร สองคนที่ปฏิบัติงานอยู่ในประเทศอินเดียมาเป็นครูฝึก คือ ร้อยเอกอิมเปย์ เป็นครูฝึกในวังหลวง และร้อยเอกนอกซ์ เป็นครูฝึกในวังหน้า
ในรัชกาลต่อมา ชนชั้นสูงมีความตื่นตัวในด้านศิลปะและดนตรีซึ่งถือว่าเป็นสิ่งแสดงถึงความมีอารยธรรมของประเทศตามธรรมเนียมตะวันตก เมื่อมีการแสดงดนตรีของประเทศต่าง ๆ ก็ได้ส่งวงปี่พาทย์ไปร่วมบรรเลงด้วย นอกจากนี้ยังมีค่านิยมมีเครื่องดนตรีตะวันตก ไว้ประดับฐานะที่เพิ่มมากขึ้นเพลงไทยสากลซึ่งมีวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่เริ่มจากการแทรกประกอบละครและภาพยนต์ก็ได้เป็นที่นิยมสนใจของคนในสังคมไทยมากขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะในสมัยรัฐนิยม ( พ.ศ. 2481 – 1487 ) จากบทบาทของรัฐบาลในสมัยนั้นที่ใช้เพลงเป็นสื่อเผยแพร่ อุดมการณ์ทางการเมืองและสนับสนุนเป็นการเฉพาะด้วนนั้นส่งผลต่อวัฒนธรรมการฟังเพลงของคนในสังคมไทยที่เกิดขึ้นในวงกว้างที่ได้มีแนวนิยมเพลงไทยสากลกันขึ้นอย่างมากและนำมาสู่การสร้างสรรค์เพลงไทยสากลแนวต่าง ๆ ในระยะภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบ ซึ่งเพลงไทยสากลได้พัฒนาการมาเป็นสิ่งบันเทิงเฉพาะอย่างอีกรูปแบบหนึ่งของสังคมไทยอย่างชัดเจน บทเพลงไทยสากลแนวแปลกหลากหลายที่ถูกเรียกขานว่า เพลงตลาด หรือ เพลงเพื่อชีวิต ที่ได้มีขึ้นในช่วงดังกล่าวนี้ ด้วยนั้นเป็นรากฐานหรือพัฒนาการระยะแรกของเพลงลูกทุ่ง
เพลงตลาด / เพลงชีวิต พัฒนาการระยะเริ่มแรกของเพลงลูกทุ่ง ( หลังสงคราม พ.ศ. 2488 – 2500 )
เพลงตลาดเป็นคำเรียกบทเพลงของนักร้องเพลงไทยสากลกลุ่มหนึ่งในช่วงภายหลังสงครามอย่างไม่เป็นทางการ โดย ป. วรานนท์ นักจัดรายการวิทยุพล 1 ใช้เรียกขาน เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2498 – 2499 นคร ถนอมทรัพย์ได้อธิบายไว้ว่า “ คำว่าตลาด ไม่ได้หมายถึงต่ำ หมายถึงกว้าง เพลงพวกนี้ได้รับความนิยมกว้าง มีแฟนเพลงกว้าง เพลงเหล่านี้จะขายดีกว่าเพลงประเภทลีลาศ” เหล่านักร้องที่ถูกเรียกขานว่า เป็นกลุ่มนักร้องเพลงตลาด บางคนก็ถูกเรียกขานว่าเป็นนักร้องเพลงชีวิต เพราะร้องเพลงสะท้อนชีวิต สะท้อนสังคม เช่น แสงนภา บุญราศรี, คำรณ สัมบุณณานนท์, เสน่ห์ โกมารชุน ซึ่งทั้งลีลาและการขับร้องเป็นลักษณะที่แปลกกว่าบทเพลงหรือลีลาการขับร้องเพลงของนักร้องที่มีผลงานเพลงแพร่หลายอยู่ในขณะเดียวกัน
บรรยากาศความบันเทิงหลังสงครามกับการเกิดศิลปินเพลงตลาด
ภายหลังสงครามบ้านเมืองเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ มหรสพสิ่งบันเทิงต่าง ๆ เริ่มครึกครื้น หลังสงครามก็มีทหารฝรั่งชาติต่าง ๆ เข้ามาแทนทหารญี่ปุ่น บาร์ขายเหล้าเบียร์ซึ่งมีเวทีเต้นรำด้วยจึงเกิดขึ้นมามากมายในแถวใต้ เช่น ถนนสีลม บางรัก สาธรและสุริวงศ์ นักดนตรีไทยส่วนมากจะไปรวมตัวกันอยู่แถวนั้นทั้งสิ้น เพลงที่บรรเลงนั้น เป็นเพลงฝรั่งป๊อบปิวล่า พอถึงปี 2492 บริษัทแผ่นเสียงต่าง ๆ เกิดขึ้นหลายบริษัท นักแต่งเพลงทั้งหลายนำเพลงไปขาย จัดหานักดนตรี และนักร้องไปอัดแผ่นเสียงเป็นที่สนุกสนาน ในขณะนั้นวงดนตรีสากลที่ตั้งขึ้นหลายวง อาทิ วงกรุงเทพสวิง วงกรุงเทพศิลปิน วงกาญจนะศิลป์ วงประสานมิตร อันนอกเหนือจากวงสุนทราภรณ์ เหล่านี้รับงานและผลิตผลงานเพลงในวงสำหรับอัดเสียงและบรรรเลงกันอย่างกว้างขวาง
การบันทึกแผ่นเสียงซึ่งเคยซบเซาไประหว่างสงครามก็กลับมา ดำเนินงานผลิตแผ่นเสียงกันใหม่ บริษัทผลิตแผ่นเสียงหลายแห่งที่ต่างต้องการผลิตเพลงไทยสากลด้วยกันทั้งสิ้น อาทิ ห้างตรากระต่าย ( ต.เง็กชวน ) ซึ่งเป็นห้างเก่าที่มีมาก่อนสงครามและบริษัทที่เกิดขึ้นใหม่ เช่นห้างแผ่นเสียงนำไทย ห้างกมลสุโกศล ห้างแผ่นเสียงอัศวิน ห้างแผ่นเสียงดีคูเปอร์ มีการฟื้นตัวทั้งละครเวที ภาพยนต์ไทยขนาด 16 มม. ส่งผลให้เกิดนักร้องหน้าใหม่และบทเพลงไทยสากลเป็นจำนวนมากทางหนึ่ง เพราะทั้งละครเวทีและภาพยนต์ต่างก็มีเพลงประกอบ โรงละครที่เกิดขึ้นหลายโรงเช่น โรงละครศิลปากร เฉลิมนคร เฉลิมกรุง เฉลิมไทยและนาครเขษม มีคณะละครเวทีเกิดขึ้นมากมายหลายคณะ อาทิ คณะอัศวินของพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล คณะนาฏยกรของ สด กูรมะโลหิต ละครเวทีเป็นละครชายจริงหญิงแท้ และละครทุกเรื่องจะต้องมีเพลงประกอบอย่างน้อย 1- 2 เพลง เรื่องใดมีเพลงมากก็จะเป็นที่นิยมของผู้ชม ละครบางเรื่องตัวแสดงสามารถร้องเพลงได้เอง ก็จะร้องเพลงเหล่านั้น ดังเช่น สวลี ผกาพันธ์ กับฉลอง สิมะเสถียร ในเรื่อง บ้านทรายทอง, มัณฑนา โมรากุล กับ วินัย จุลบุษปะ ในเรื่องจุฬาตรีคูณ ถ้าหากตัวละครร้องเพลงเองไม่ได้ก็จะมีผู้ร้องแทนอยู่ข้างฉากแทน
เพลงละครเวทีที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เช่น เพลงน้ำตาแสงใต้ (แต่งทำนองโดย สง่า อัมภีร์ และคำร้องโดย มารุต และเนรมิตร) จากละครเรื่อง พันท้านรสิงห์ เพลงประกอบละครที่ได้รับความนิยมมากอีกเพลงหนึ่งคือ เพลงเดียวดาย เป็นเพลงเอกของละครเรื่อง นางไพร บทประพันธ์ของ รพีพร การแสดงละครเวทีนั้น ในระหว่างละครปิดฉาเพื่อจัดเปลี่ยนฉากต่อไป จะมีเวลาว่างอยู่ประมาณ 10 – 15 นาที จะมีนักร้องหน้าใหม่ ๆ ออกมาร้องเพลงเป็นการคั่นเวลา นักร้องที่มาร้องเพลงสลับฉากเหล่านี้ ต้องออกมายืนร้องหน้าม่านขณะม่านปิด เพลงที่ร้องเรียกว่า เพลงหน้าม่าน นักร้องและนักแสดงที่มีชื่อเสียงหลายคน ได้เริ่มชีวิตจากการเป็นนักร้องหน้าม่านนี้เอง เช่น บุญช่วง หิรัญสุนทร, สุพรรณ บูรณพิมพ์, ชรินทร์ นันทนาคร, คำรณ สัมบุณณานนท์, พยงค์ มุกดา, สมยศ ทัศนพันธ์. เป็นต้น
ต่อมาละครเวทีเสื่อมความนิยมลงประมาณ ปี พ.ศ. 2496 – 2497 มีการนำภาพยนต์จากต่างประเทศและภาพยนต์สร้างโดยคนไทย เข้ามาฉายแทนการเปิดแสดงละครเวที โรงละครที่เคยเปิดการแสดง และดาราละครเวทีก็เปลี่ยนไปแสดงภาพยนต์เป็นส่วนใหญ่ด้ววย การทีมีการสร้างภาพยนต์กันอย่างมากมายส่งผลให้เกิดเพลงไทยสากลใหม่ ๆ ขึ้นด้วย เพราะภาพยนต์ทุกเรื่องจะต้องมีเพลงเอกประจำอย่างน้อย 1 เพลงและมักเอาชื่อเพลงที่ได้รับความนิยมไปทำภาพยนต์เพลง ในยุคภาพยนต์ที่ได้รับความนิยม เช่นเพลงชายสามโบสถ์ พ.ศ. 2493 เต่งคำร้องโดย ไพบูลย์ บุตรขัน ขับร้องโดย คำรณ สัมบุณณานนท์ ภายหลังสงคราม เพลงรำวงยังได้เป็นที่นิยมกันอยู่มาก มีคณะรำวงเกิดขึ้นหลายคณะ ในพระนครแต่ละชุมชนจะมีคณะรำวงประจำ เช่น คณะศิษย์พระเจน คณะบ้านบาตร และที่มีชื่อเสียงโด่งดังคณะหนึ่งได้แก่ คณะสามย่าน (ดาวสีฟ้า ) ประชุม พุ่มศิริ นักร้องเพลงรำวงคณะสามย่านได้ให้สัมภาษณ์ว่า คณะรำวงคณะหนึ่งจะมีผู้รำ 2 คู่ ( ชาย –หญิง ) มีกองเชียร์อย่างมากไม่เกิน 6 คน มีหน้าที่ตีกล่อง เขย่าแซก และร้องเพลง ซึ่งจากคณะรำวงทำให้เกิดเพลงใหม่ ๆขึ้นจำนวนไม่น้อย ดังเช่น เพลงที่คณะสามย่าน แต่งขึ้นและแพร่หลายเป็นที่รู้จักกันดีคือ เพลงอยุธยา เพลงบางระจัน และผู้ที่เป็นนักเชียร์รำวงหลายคน ต่อมาได้เป็นนักร้องเพลงไทยสากลด้วย อาทิ คำรณ สัมบุณณานนท์ เพลงรำวงของคำรณ เช่น เพลงรำวงจ้ำจี้ ลอยเรือรำวง โมรารำวง เพลงมาลัยรำวง รำวงหนูเอย และคนอื่น ๆ ที่สำคัญคือ เบญจมินทร์ ผู้ที่ได้รับขนานนามในขณะนั้นว่า ราชาเพลงรำวง และสุรพล สมบัติเจริญ ที่ต่อมาจะได้สร้างผลงานเพลงด้วยจังหวะสนุก ๆ ของเพลงรำวงเป็นพื้นฐานด้วย เวทีประกวดร้องเพลงตามงานวัด เป็นแหล่งที่มาของนักร้องเพลงไทยสากล ผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจำนวนมาก ใหญ่ นภายน นักดนตรีชั้นครู กล่าวว่า “ ในสมัยนั้น พ.ศ. 2479 – 2480 นักร้องต้องขึ้นมหาวิทยาลัย อารามหลวงกันทั้งนั้น เริ่มแรกชั้นประถมจะต้องไปที่วัดจางวางดิษฐ์ ชึ้นมัธยมจะต้องไปวัดหัวลำโพง ไปวัดสามปลื้ม ขึ้นมหาวิทยาลัยต้องไปภูเขาทองถึงจะเป็นนักร้องที่มีชื่อ ไม่ว่า เบญจมินทร์ พยงค์ มุกดา, เลิศ ประสมทรัพย์ หรือ ล. ลูกทุ่ง คำรณ แต่ละท่านต้องผ่านงานวัดมาทั้งนั้น” วัดในกรุงเทพส่วนใหญ่จะจัดประกวดร้องเพลงกันแทบทั้งนั้น ถ้าเมื่อใดที่ทางวัดมีงานประจำ อาทิ วัดหัวลำโพง วัดแก้วฟ้า วัดสุทัศน์ วัดมหรรณพาราม วัดสระเกศ เป็นต้น
การประกวดร้องเพลงเวทีงานวัดเป็นหนทางเปิดกว้างสำหรับผู้มีความสามารถทางการร้องเพลงและแต่งเพลงให้ได้แสดงน้ำเสียงและฝีมืออย่างเต็มที่ การประกวดไม่ได้มีกฏกติกาเคร่งครัดมากเหมือนการประกวดระดับประเทศ ผู้ใดสนใจก็เข้าร่วมประกวดได้โดยไม่ต้องมีต้นสังกัดหรือวงดนตรีส่งประกวด เพลงที่ใช้ร้องประกวดเป็นเพลงไทยสากลที่อาจจะแพร่หลายอยู่ในขณะนั้นที่ชื่นชอบหรืออาจแต่งขึ้นใหม่เองก็ได้ ผู้ที่เข้าประกวดและต่อมาได้เป็นนักร้องผู้มีชื่อเสียงโด่งดังหลายคน เช่น เลิศ ประสมทรัพย์ (ล.ลูกทุ่ง ), ชาญ เย็นแข (อ.เอี่ยวพญา), คำรณ สัมปุญญานนท์ (ค.ธำมะรงค์), ดอกดิน กัญญามาลย์ (ด.ดินดำ ), ไชยยศ อมาตยกุล หรือฝ่ายหญิง เช่น เพ็ญศรี พุ่มชูศรี, สวลี ผกาพันธ์ เป็นต้น
จากกิจกรรมทางการบันเทิงดังกล่าวทำให้เพลงไทยสากลแพร่หลายมากขึ้น พร้อมกับส่งผลให้มีนักร้องเพลงไทยสากลเกิดขึ้นจำนวนมากมายหลายคน ซึ่งแต่ละคนนั้นก็มีลีลาการขับร้องหรือแนวเพลงแตกต่างกันไปคนละแบบ บทเพลงไทยสากลที่แพร่หลายอยู่ในสังคมขณะเดียวกันนั้น ก็มีบทเพลงของสุนทราภรณ์ ที่ได้แพร่หลายมาก่อนตั้งแต่ช่วงสงครามโลกและได้กลายเป็นต้นแบบของบทเพลงไทยสากลที่ถูกแบบแผนทั้งคำร้อง ทำนองเพลง ตลอดจนการขับร้องของนักร้อง
แหล่งที่มา : ศูนย์การเรียนรู้ออนไลน์ [05/27/2008 - 01:51.]
![OoHmus.com - ศูนย์วัฒนธรรมดนตรีออนไลน์ [Music online cultural center] OoHmusic.com](http://www.oohmusic.com/skins/Nova/images/powered.png)